Logo

เงินบาทแข็งค่ายาว หรือไม่? ใครตัดสิน?

เงินบาทแข็งค่ายาว หรือไม่? ใครตัดสิน?

เงินบาทแข็งค่ายาว หรือไม่? ใครตัดสิน?

เขียนโดย

Phakthorn

เงินบาทแข็งค่ายาว หรือไม่? ใครตัดสิน?

สถานการณ์ปี 2025 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2021 

จากแรงหนุน ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

 

ปัจจัยภายนอก แรงกดดันจากดอลลาร์และทองคำ

ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า (US Depreciation) เป็นปัจจัยหลักจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มวัฏจักรการ "ลดดอกเบี้ย" อย่างชัดเจนเพื่อประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัว ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากดอลลาร์เพื่อหาผลตอบแทนที่อื่น  ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้อยู่ที่ร้อยละ 3 เริ่มปรับตัวลดเมื่อเทียบกับช่วงฟื้นตัวหลังโควิด-19 ที่ขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 9 

 

ในทางกลับกัน มาตรการตอบโต้ทางภาษีของ ปธน.ทรัมป์ อาจเป็นแรงกดดันให้ราคาสินค้าที่นำเข้ามาขายในสหรัฐฯ ต้องมีที่ราคาสูงขึ้นตามกำแพงภาษีที่ถูกเรียกเก็บ แน่นอนว่าเมื่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นเป็นตัวสะท้อนอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ สูงขึ้น และอาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ เฟดใช้เป็นเครื่องมือในการปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น ซึ่งแรงหนุนดังกล่าวส่งผลต่อตระกร้าเงินดอลล่าสหรัฐฯ ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อีกครั้ง หรือไม่

 

 

ราคาทองคำโลกพุ่งสูง (Gold New High) ทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในสายตานักลงทุนเสมอ และจากโครงสร้างราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับค่าเงินบาทแข็งค่า ที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นนักลงทุนเทขายทองทำเพื่อกำไรและร้านหรือตัวแทนจำหน่ายก็ส่งออกทองเพื่อรีเทิร์นเป็นเงินดอลลาร์กลับเป็นบาทจำนวนมาก ทำให้บาทแข็งค่าขึ้นไปอีก

 

เงินทุนไหลเข้าเอเชีย (Capital Flow) นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจตะวันตกชะลอตัว และผลจากการที่จีนเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

 

• ปัจจัยภายใน พื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศที่เปลี่ยนไป

ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล (Current Account Surplus) การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้ดีขึ้น แม้จะไม่เท่ากับช่วงก่อนโควิดแต่ก็ดีกว่าปีก่อนหน้าอยู่พอสมควร ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลง ทำให้ไทยจ่ายเงินตราต่างประเทศเพื่อนำเข้าน้ำมันน้อยลง ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเป็นบวก สนับสนุนให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและแข็งค่า

 

ความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตร แม้เศรษฐกิจไทยจะโตช้า (GDP โตต่ำกว่าศักยภาพ) แต่นักลงทุนต่างชาติยังมองพันธบัตรไทยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในภูมิภาค ทำให้มีเงินไหลเข้าเก็งกำไรในตราสารหนี้ระยะสั้น

 

 ความเคลื่อนทิศทางค่าเงินในภูมิภาคอาเซียน

แนวโน้มของค่าเงินในภูมิภาคอาเซียนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ในช่วงเวลานี้กับเมื่อต้นปี (YTD) ในภาพรวม ซึ่งที่ผ่านมาสะท้อนความแตกต่างของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ 

 

 

กลุ่มที่มีแนวโน้มแข็งค่า อาทิ มาเลเซีย แข็งค่าร้อยละ +5.2 จากแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ แนวโน้มยังคงเป็นบวก แต่ต้องระวังความผันผวนตามราคาน้ำมันและก๊าซ, สิงคโปร์ แข็งค่าขึ้นร้อยละ +2.1 ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่ค่อนข้างปลอดภัย (Safe Haven) ของภูมิภาค นโยบายการเงินที่เข้มงวดช่วยรักษามูลค่าของ SGD ให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ฟิลิปปินส์ แข็งค่าขึ้นร้อยละ +1.2 แข็งค่าขึ้นไม่มาก แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากเงินโอนกลับเข้าประเทศของแรงงานที่ออกไปทำงานต่าง รวมถึงภาคธุรกิจ

 

กลุ่มที่มีแนวโน้มอ่อนค่า อาทิ กัมพูชา อ่อนค่าร้อยละ -0.5 ค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ค่อนข้างอิงกับมูลค่าของ USD โดยตรง ดังนั้นจึงคาดว่าจะมีความผันผวนน้อย เว้นแต่เศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขณะที่ เวียดนาม อ่อนค่าที่ร้อยละ -1.5 จากความท้าทายที่เผชิญกับแรงกดดันด้านการค้า หนี้สิน หรือปัจจัยภายในประเทศ ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าสวนทางกับแนวโน้มภูมิภาค ประกอบกับว่าแม้จะมี FDI เข้ามามาก แต่การอ่อนค่านี้บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการส่งออก 

 

อินโดนีเซีย อ่อนค่าที่ร้อยละ -2.5 อ่อนค่าสวนทางภูมิภาคเป็นประเทศที่อ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนไหลออก และส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ยังคงกว้าง ทำให้ค่าเงินรูเปียยังคงอยู่ในภาวะเปราะบาง และธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ ประเทศเมียนมา อ่อนค่าที่ร้อยละ -9.8 จากปัญหาการเมืองและความขัดแย้งภายในยังคงอ่อนแอมาก ประเทศลาว อ่อนค่าที่ร้อยละ -12.4 จากวิกฤตหนี้และเงินเฟ้อในประเทศเป็นการอ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค และการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ 

 

ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของ Fed เป็นหลักเพราะการค้าโลกยังผูกติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ 

 

 แนวโน้มปี 2026 ค่าเงินบาทในปี 2026 มีหลายความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง อาทิ 

US Reciprocal Tariff นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 อาจกดดันการส่งออกไทย แต่ในทางกลับกัน อาจทำให้เงินทุนย้ายฐานการผลิต (Relocation) ไหลเข้าไทยมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันให้บาทแข็งค่า

 

ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง หากแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยตาม Fed ไม่ทัน หรือลดน้อยกว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบลงจะดึงดูดเงินทุนที่เข้า Speculate เพื่อกำไรหรือมาพักที่เงินบาทมากขึ้น

 

 

 ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมรับมือ ปี 2026

ค่าเงินเป็นปัจจัยอันดับแรกในการทำการค้าระหว่างประเทศ โดยในปี 2026 ผู้ส่งออกอาจต้องพยายามศึกษาและติดตาม เพื่อปรับปเลี่ยนกลยุทธ์ จากการ "ลุ้น" เป็นการ "ล็อค" และ "ลด" โดยอาจไม่สามารถหวังพึ่งพาให้ "บาทอ่อน" ได้ตามที่ปรารถนาได้มากเท่าใดนัก การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยง เป็นทางที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ นอกเหนือจากมาตรการหลักของแบงค์ชาติ อาทิ 

1. ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging)

- Forwards ล็อคเรทล่วงหน้าทันทีที่มีคำสั่งซื้อ

- FX Options ซื้อประกันค่าเงิน เพื่อจำกัดผลขาดทุนหากบาทแข็ง แต่ยังได้กำไรหากบาทพลิกกลับมาอ่อน

2. เปิดบัญชี FCD (Foreign Currency Deposit)

- ฝากดอลลาร์ ไว้ในบัญชี FCD ยังไม่ต้องรีบแลกเป็นบาทเพื่อนำดอลลาร์นั้นไปชำระค่าวัตถุดิบนำเข้า หรือรอแลกเปลี่ยนในจังหวะที่อัตรา

- แลกเปลี่ยนดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนการโอนและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้มาตรการนี้อาจทำได้เฉพาะบริษัทที่มี Cash Flow ระดับหนึ่ง

3. การใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency)

- เจรจากับคู่ค้า (โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น อาเซียน) เพื่อชำระเงินในสกุลท้องถิ่น (เช่น หยวน เยน หรือ ริงกิต) แทนดอลลาร์ เพื่อลดความผันผวนที่อิงกับนโยบายสหรัฐฯ

4. ปรับราคาและประสิทธิภาพ (Pricing & Efficiency)

- เจรจาสัญญาใหม่ที่สามารถปรับราคาสินค้าได้ตามความผันผวนของค่าเงิน (Cost Pricing) 

- ลดต้นทุนการผลิต เมื่อรายได้ในรูปเงินบาทลดลงจากบาทแข็ง ลดต้นทุนภายในโรงงานส่วนหนึ่งเพื่อรักษากำไรขั้นต้น (Gross Margin)

Logo

Address: Bangkok, Thailand

Email: [email protected]

Phone: +662 679 7555

Fax: +662 679 7500-1

Our Partners

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานความร่วมมือ ผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และขับเคลื่อนภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Government Agencies

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ และการค้าระหว่างประเทศ และผลักดันภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Our Channels