อินโด-เวียดนาม ดีลอเมริกาแล้ว ในขณะภาษีไทยอันดับ 3 อาเซียน
อินโด-เวียดนาม ดีลอเมริกาแล้ว ในขณะภาษีไทยอันดับ 3 อาเซียน
อินโด-เวียดนาม ดีลอเมริกาแล้ว ในขณะภาษีไทยอันดับ 3 อาเซียน

อินโด-เวียดนาม ดีลอเมริกาแล้ว ในขณะภาษีไทยอันดับ 3 อาเซียน
ไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่อนจดหมายแจ้งอัตราภาษี Reciprocal Tariff จากการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยประเทศไทยถูกจัดเก็บอัตราภาษีสูงถึง 36% เท่ากับอัตราภาษีเดิมที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 รองจากลาว และ เมียนมาร์ ที่ถูกจัดเก็บ 40%

จากตารางข้างบนจะเห็นได้ว่าประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และ ฟิลิปปินส์ ได้เปรียบไทยในเรื่องภาษีอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการลดภาษีตอบโต้ ของเวียดนามจาก 46% เป็น 20% ทำให้ได้เปรียบอย่างชัดเจนในการแย่งส่วนแบ่งตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าทับซ้อนกับของไทยโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าไทยในสหรัฐฯ ลดตัวลง และการมีต้นทุนส่งออกที่สูงกว่าคู่แข่งจะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่มีความน่าสนใจในด้านราคา
จุดนี้อาจทำให้ผู้ซื้อและผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐฯ หันไปเลือกสินค้าจากประเทศอื่นที่มีต้นทุนภาษีถูกกว่า ทำให้กลุ่มสินค้าไทยที่เคยมีแต้มต่อด้านราคา เช่น ยางล้อ, อาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์ มีโอกาสเสียตลาดไปให้เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มสินค้าข้าวซึ่งไทยส่งออกในอัตราสูง หากโดนภาษีตอบโต้ 36% ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามอยู่ที่ 20% ผู้ซื้ออาจย้ายไปสั่งซื้อข้าวจากเวียดนามแทนได้
ทั้งนี้การเจรจาด้านภาษีในกลุ่มของชาติอาเซียนที่ได้ปิดดีลเรียบร้อยแล้ว เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ต่างลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ให้อยู่ในอัตรา 0% รวมถึงการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการขาดดุลการค้า โดยการนี้ไทยได้มีข้อเสนอในเรื่องการเปิดตลาดสินค้าให้กับสหรัฐฯ มากเท่าที่จะทำได้โดยต้องกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยให้น้อยที่สุด รวมถึงการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นและการสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในสหรัฐฯ
โดยผลจากการเจรจาจะสามารถลดอัตราภาษีที่ไทยถูกเรียกเก็บได้มากหรือน้อยเพียงใด ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เตรียมมาตรการเยี่ยวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีข้องสหรัฐฯ ดังนี้
1. การช่วยเหลือด้านการเงินให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟโลน ซึ่งจัดเตรียมไว้ราว 2 แสนล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0.01%
2. การหาตลาดใหม่ใหม่ให้กับผู้ประกอบการโดยมีเป้าหมายใน 5 ตลาดประกอบด้วย ตลาดลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกาและยุโรป
3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม ไทยจะถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่ 36% หรือน้อยกว่า เหล่าผู้ประกอบการส่งออกควรเร่งปรับตัวและหาตลาดใหม่รองรับ เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป และต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ให้สามารถเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของตลาดโลกได้
