Logo

เงินบาทแข็งค่า ซ้ำเติมภาคส่งออก แตะ 31 บาท – สูงสุดรอบ 4 ปี

เงินบาทแข็งค่า ซ้ำเติมภาคส่งออก แตะ 31 บาท – สูงสุดรอบ 4 ปี

เงินบาทแข็งค่า ซ้ำเติมภาคส่งออก แตะ 31 บาท – สูงสุดรอบ 4 ปี

เขียนโดย

Jirawat Singtorn,Salinthip

เงินบาทแข็งค่า ซ้ำเติมภาคส่งออก แตะ 31 บาท – สูงสุดรอบ 4 ปี

ภาคส่งออกต้องเจอมรสุมหลายอย่างในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แถมล่าสุดสกุลเงินบาทกลายเป็นอีกปัจจัยอุปสรรคสำคัญ โดยล่าสุดทำ New High แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี แตะที่ระดับ 31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยวิ่งอยู่ในกรอบ 31.58-31.73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่าต่ำสุดรอบใหม่นับตั้งแต่ปี 2564 นับว่าไม่เป็นที่คุ้นตามานานนับตั้งแต่ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เคยลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0 % และยังพบสัญญาณแข็งค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวาน หลังค่าเงินบาทหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่านำภูมิภาคเพื่อนบ้าน และหากเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 6.6%

 

และที่น่าเป็นห่วงคือเป็นการแข็งค่าเป็นอันดับที่สองในภูมิภาคไปแล้ว

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมีผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหร้ฐฯ (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมสัปดาห์หน้า (16-17 กันยายน 2568) ในขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสูงสุดเป็นสถิติใหม่อยู่ที่ 3,634 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ (8 กันยายน 2568) เงินบาทจึงได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทอง

 

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีการเกินดุลมาก สะท้อนว่ามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง จากทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงเป็นสาเหตุให้เงินบาทแข็งค่าได้เช่นกัน 

 

ผลกระทบต่อผู้ส่งออก และการปรับตัวของผู้ส่งออก

 

การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 0.67 บาท/ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับวันต้นเดือน ที่ตอนนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ราว 32.31 บาทต่อดอลลาร์ หากผู้ประกอบการมียอดขาย 1 ล้านดอลลาร์ จะแลกเงินบาทได้น้อยลงราว 670,000 บาทในทันที การตั้งราคาจะทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย เพราะคู่แข่งบางประเทศไม่ได้เผชิญค่าเงินแข็งเท่าบ้านเรา ส่งผลให้สินค้าไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

ดังนั้นผู้ประกอบการส่งออกจึงต้องมีวิธีการปรับตัวโดยอาจนำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ในการทำการค้าเพื่อลดเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ 

 

1. การทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เช่น การทำสัญญา Forward Contract กับธนาคารเพื่อขาย $100,000 ในอัตรา 33 บาท/USD ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ที่คาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเป็น 31 บาท/USD) เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะได้รับเงินบาทน้อยลงเมื่อนำ USD มาแลก

 

2. การทำสัญญาประกันค่าเงิน (Options) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ผู้ประกอบการที่ผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก ใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นข้อตกลงระหว่างสองฝ่าย เช่น ธนาคารกับผู้ประกอบการ กำหนด อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ไว้ล่วงหน้าในวันที่ทำสัญญามีการระบุ จำนวนเงิน, สกุลเงิน, วันครบกำหนดชำระ ชัดเจน เมื่อถึงวันครบกำหนด ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามสัญญา ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนตลาดจริงจะเปลี่ยนไปอย่างไร เช่น ผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับเงิน USD อีก 3 เดือน สามารถทำสัญญาขาย USD ล่วงหน้าไว้กับธนาคาร เพื่อไม่ให้ขาดทุนหากค่าเงิน USD อ่อนตัว

 

3. สัญญาแลกเปลี่ยน (Swap) เป็นการแลกเปลี่ยนเงินต้นและดอกเบี้ยในสกุลเงินที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต เพราะอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนเงินต้นคืนถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว เช่น บริษัท A ตกลงที่จะจ่ายเงิน 3,500,000 บาทให้ บริษัท B และได้รับเงิน 100,000 USD เป็นการแลกเปลี่ยน แล้วบริษัท A จะจ่ายดอกเบี้ยให้ บริษัท B ในรูปเงิน USD และ บริษัท B จะจ่ายดอกเบี้ยให้ บริษัท A ในรูปเงินบาทตามข้อตกลง เมื่อสิ้นสุดสัญญา (เช่น 5 ปี) ทั้งสองบริษัทจะแลกเปลี่ยนเงินต้นคืนในอัตราแลกเปลี่ยนเริ่มต้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อสัญญาครบกำหนด

 

คำแนะนำของเรายังเป็นการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ

 

ด้วยปัจจัยด้านค่าเงินจะมีผลต่อธุรกิจส่งออกอย่างมีนัยสำคัญเสมอมา ซึ่งถ้าติดตามอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าพอดีข่าวดีอยู่บ้าง โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในการประชุมสัปดาห์หน้า รวมถึงการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น

 

ขณะที่เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ในระหว่างการพิจารณาแนวทางการในการลดผลกระทบจากราคาทองคำต่อค่าเงินบาท

 

ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องเผชิญความผันผวนของค่าเงินอาจศึกษาวิธีเพื่อลดความเสี่ยงของค่าเงินอันเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถลดความเสี่ยงของธุรกิจลงได้

 

และแน่นอนว่าการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็เช่นกัน

 

ซึ่งท่านสามารถติดตามได้อีกวิธีผ่านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ทั้งเว็ปไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อไม่ให้พลาดทุกข่าวสารการส่งออกที่สำคัญ รวมถึงกิจกรรมดีๆสำหรับเพื่อนผู้ส่งออกอีกเพียบ !

Logo

Address: Bangkok, Thailand

Email: [email protected]

Phone: +662 679 7555

Fax: +662 679 7500-1

Our Partners

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานความร่วมมือ ผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และขับเคลื่อนภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Government Agencies

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ และการค้าระหว่างประเทศ และผลักดันภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Our Channels