สภาผู้ส่งออกหารือร่วมธปท. ถกเงินบาทแข็ง - หาแนวทางรับมือผู้ส่งออก
สภาผู้ส่งออกหารือร่วมธปท. ถกเงินบาทแข็ง - หาแนวทางรับมือผู้ส่งออก
สภาผู้ส่งออกหารือร่วมธปท. ถกเงินบาทแข็ง - หาแนวทางรับมือผู้ส่งออก

เขียนโดย
Salinthip,Jirawat,phakthornสภาผู้ส่งออกหารือร่วมธปท. ถกเงินบาทแข็ง - หาแนวทางรับมือผู้ส่งออก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 กันยายน 2568) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย นำโดยคุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมการฯ ได้รับเกียรติจากธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฯ
โดยมีคุณภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงิน, คุณชนุตพร บุญส่งสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน, คุณศรัณยกร อังคณากร ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร และคุณกิตติพงศ์ สุขศิริ รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาดการเงิน พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือเรื่องเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งแตะระดับ 31 บาท ในรอบ 4 ปี และกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในกลุ่มผู้ส่งออกและสมาชิกสรท.
โดยธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยครึ่งแรกของปีสามารถขยายตัวได้จากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนถึงกำหนดประกาศมาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐไปทั่วโลก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา หากแต่ในครึ่งหลังกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯเต็มรูปแบบและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด ทำให้ทั้งปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า ในครึ่งปีหลัง H2/2568 GDP จะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.6 และคาดการทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.3 โดยจะลดลงเหลือร้อยละ 1.7 ในปี 2569
เมื่อพิจารณาในระยะยาว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลงทุกครั้งที่เจอวิกฤติการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องอาศัยการปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งการปรับโครงสร้าง การสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคการเงินการคลัง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยที่นโยบายการเงินการคลังจะต้องสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการส่งออกและภาคการผลิต
ตลาดหลักของไทยยังคงพึ่งพาตลาดนอกสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 82 ของการค้าทั้งหมด อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 18 ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก
ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ รวมทั้งการบริโภคสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นก็กระทบต่อการผลิตในประเทศ ข้อมูลล่าสุดการส่งออกของจีนขยายตัวร้อย 4.4 ขณะที่การส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงถึงร้อยละ 33 แต่การส่งออกมาที่ไทยกลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 และส่งออกไปอาเซียนขยายตัวถึงร้อยละ 22 สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดภูมิภาคและสินค้าปริมาณมากไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน
ด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ต้องติดตาม คือ ข้อเสนอเรื่อง Transshipment ภาคเอกชนให้ความสำคัญมากและยังคงเป็นแนวทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบมาตรฐานและการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้าไปยังประเทศอื่น ซึ่งจะช่วยรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของการค้าระหว่างประเทศ
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นปี 2568 สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ มีนโยบายการค้าที่มุ่งลดการขาดดุลผ่านมาตรการกีดกันทางการค้าและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานอ่อนแอ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED มีแผนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 3 ครั้งในครึ่งปีนี้
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 7 (YTD) เมื่อเทียบกับภูมิภาคถือว่ามีการแข็งค่ามาก สาเหตุหลักมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่สูงกว่าคาด การเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว รวมทั้งปัจจัยจากราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทได้รับแรงกดดันแข็งค่า โดยนักลงทุนบางส่วนเก็งกำไรจากทองคำในช่วงราคาพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันแต่เมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นนักลงทุนรายย่อยก็จะมีการขายออก ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายหรือรับซื้อก็จะขายออกไปยังต่างประเทศเพื่อรับเงินดอลลาร์กลับเข้ามาเช่นกันทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่ค้าและคู่แข่ง
โดยค่าเงินบาทเผชิญความผันผวนสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคประมาณร้อยละ 8 ในปี 2568 ขณะที่ค่าความสัมพันธ์ของค่าเงินกับการคเลื่อนไหวของราคาทองคำก็ยังสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเช่นกันที่ร้อยละ 60 (อินโดนีเซีย ร้อยละ 39 มาเลเซีย ร้อยละ 38 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 20) ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศ ยังอยู่ในระดับสูงราว 290 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนศักยภาพด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ธปท. เตรียมหารือร่วมกับกรมสรรพากร เรื่องของราคาทองคำเพื่อปิดช่องว่างจากการกระชากของราคาทองคำที่สูงสะท้อนกับมายังทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอีกนัยหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงนักลงทุนรายย่อย ผู้บริโภคที่ต้องการออมเงิน ออมทองด้วย หากมีมาตรการที่รุนแรงมากเกินไปอาจส่งผลเสียในภาพรวมของประเทศ
นอกจากนี้ยังคงต้องเผชิญปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ แนวโน้มดอกเบี้ยโลก และสถานการณ์การเมืองไทย ทุกปัจจัยมีอิทธิพลต่อทิศทางค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ไม่มากก็น้อยซึ่งหลายๆ ปัจจัยก็ควบคุมและคาดการณ์ไม่ได้
ประเด็นอื่นที่มีผลและต้องติดตามใกล้ชิด อาทิ นักลงทุนไทยในต่างประเทศ ที่โอนเงินกลับเข้ามาในช่วงที่ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าก็เป็นปัจจัยที่กระแสเงินไหลเข้าประเทศ รวมถึงตลาดทุนของนักลงทุนต่างชาติที่มีการโอนเงินบาทระหว่างบัญชีผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non-resident Baht Account) มีสัญญาณผิดปกติหรือไม่อย่างไร รวมถึงตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Bond)
สรท. ขอ ธปท. เร่งติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางผ่อนคลายและรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรงมากเกินไป อย่างไรก็ตามการแทรกแซงค่าเงินไม่ได้ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นที่จับตามองและเฝ้าติดตามจากต่างประเทศด้วย และเนื่องจากปัจจัยที่กดดันเงินบาทส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ อาทิ ความเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์และตลาดการเงินโลก เป็นต้น
ข้อเสนอแนะ สรท. ต่อ ธปท.
1. ขอให้ ธปท. กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาคหรืออย่างน้อยต้องไม่แข็งค่าไปกว่าประเทศคู่ค้า คู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
2. ขอให้รัฐบาลและ ธปท. ลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ อาทิ อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ต้นทุนพลังงาน และชะลอการออกกฎหมายหรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการเพิ่มเติมจากการประกอบธุรกิจ
3. การป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ขอให้ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ พิจารณาขยายวงเงินสำหรับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในรูปแบบของ Forward และ Option ให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวน
4. สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้มีการนำเงินออกไปลงทุนนอกประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดปริมาณความหนาแน่นของเม็ดเงินในประเทศ
5. ภาคเอกชนเสนอ ในการพิจารณาความเป็นไปได้ต่อแนวทางมาตรการสนับสนุนเงินสกุลอื่นที่มีความสำคัญ ทั้งนี้เพื่อลดผันผวนสูงและปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้บริโภคได้พิจารณาและเลือกใช้ตามความเหมาะสม
