Logo

ฉีกทิ้งภาษีทรัมป์! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินแล้ว มาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉีกทิ้งภาษีทรัมป์! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินแล้ว มาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เขียนโดย

Kittisak Jinjo

ฉีกทิ้งภาษีทรัมป์! ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินแล้ว มาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลังจากยืดเยื้อมานาน ในที่สุดศาลสูงสุดสหรัฐฯ (US Supreme Court) ก็ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ชี้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act - IEEPA) ในการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรครอบคลุมทั่วโลกกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ชี้ขาดให้มาตรการภาษีที่ทรัมป์บังคับใช้มาตั้งแต่ช่วง Liberation Day เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

 

ภาษีดังกล่าวถูกแจกจ่ายให้ชาวโลกอย่างทั่วถึง ในอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 50% โดยไทยถูกเรียกเก็บที่ 19% และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ 10%, อินโดนีเซีย 19%, มาเลเซีย 19%, ฟิลิปปินส์ 19% และ เวียดนาม 20% เป็นต้น

 

ที่สุดท้ายแล้วภาษีดังกล่าวก็ถูกส่งต่อจากต้นทุนไปยังราคาขายสินค้า ณ ปลายทาง ซึ่งหมายความว่าชาวอเมริกันนั่นเองที่ต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์ในขั้นตอนสุดท้าย โดยที่ผ่านมา ภาคธุรกิจจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ยอดขายที่ลดลง อัตราการบริโภคที่หดตัว ภาระต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลัง และแรงกดดันต่ออัตรากำไร สอดคล้องกับรายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (สาขานิวยอร์ก) ที่ระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกำแพงภาษีของทรัมป์ ถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจชาวอเมริกันกว่า 90%

 

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คือ การที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) จะต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปก่อนหน้านี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึงราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์ให้กับบรรดาผู้นำเข้า โดยศาลการค้าระหว่างประเทศ (Court of International Trade) จะเป็นผู้วินิจฉัยว่ากระบวนการคืนเงินจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ CBP เองก็เหมือนจะรู้ตัวอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่ระบบขั้นตอนการคืนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบใหม่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอเมริกันมองว่าเป็นการเตรียมตัวพร้อมรับมือกับคำตัดสินของศาลฯเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

ทว่าคำถามสำคัญคือ ในกรณีที่ผู้ส่งออกต่างชาติ (รวมถึงไทย) เป็น “ผู้รับภาระ” จ่ายค่าภาษีของทรัมป์แทนผู้นำเข้าในช่วงปีที่ผ่านมา จะมีสิทธิ์ได้รับการคืนเงินภาษีด้วยหรือไม่ หรือมีขั้นตอนการจ่ายคืนอย่างไร ประเด็นนี้แทบจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลยทั้งในคำพิพากษาของศาลสูงสุด หรือในการเคลื่อนไหวของบรรดาสมาคมธุรกิจภาคเอกชนในสหรัฐฯ เรียกได้ว่ายังไม่ได้เห็นความหวังใดๆเลยในตอนนี้

 

และแน่นอนว่าทรัมป์ไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ

 

โดยได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า “จะไม่ยอมให้มีการคืนเงินภาษีอย่างเด็ดขาด” และคาดว่าเรื่องนี้จะถูกดึงให้ยืดเยื้อในชั้นศาลไปอีกหลายปี ตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้พิพากษาที่ลงมติล้มเลิกมาตรการภาษีอย่างเผ็ดร้อน พร้อมประกาศกร้าวว่าจะหาช่องทางอื่นเพื่อนำกำแพงภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง

 

ในมุมของทรัมป์ยังมีไพ่ในมืออยู่อีกพอสมควร ที่เห็นชัดที่สุดคือการประกาศนำ Section 122 มาใช้ในทันทีที่ผลตัดสินของศาลออกมา เพื่อบังคับเก็บภาษี "ระดับโลก" แบบเหมารวมในอัตรา 10% (อัพเดท 22 กุมภาพันธ์ 2026 - ประกาศเพิ่มเติมภายหลังเป็น 15%) โดยเป็นบทบัญญัติที่อนุญาตให้ฝ่ายบริหารสามารถประเมินภาษีกับประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินที่ "รุนแรงและมีนัยสำคัญ" ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมนำเข้าส่วนเพิ่มสูงสุด 15%, การกำหนดโควตานำเข้า หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

 

ทีเด็ดของทรัมป์คือ Section 122 นี้ไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส แต่มันจะหมดอายุลงหลังจาก 150 วันในทางทฤษฎี และประธานาธิบดีจะมีอำนาจในการขยายเวลาออกไปได้อีก 150 วัน แต่อาจมีสภาคองเกรสเข้ามาแทรกแซงหลังจากหมดอายุ 150 วันแรก

 

แต่การใช้ Section 122 ก็อาจจะถูกมองว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตราดังกล่าว แถมตัว Section 122 เองก็ไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดข้อจำกัดทางการค้ามาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ การดำเนินการจะเป็นอย่างไร แต่ละประเทศจะต้องเจอภาษีเท่าไหร่ เต็มไปด้วยคำถามมากมายไม่รู้จบสิ้น ถือได้ว่าสถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวายมากๆในนาทีนี้

 

ที่ชัดเจนในตอนนี้จะมีเพียงแค่คาดการณ์ในเบื้องต้นว่าจะทุกประเทศจะเจออัตราภาษีเท่าๆกันที่ 10% (อัพเดท 22 กุมภาพันธ์ 2026 - ประกาศเพิ่มเติมภายหลังเป็น 15%)  และในสัปดาห์หน้าทรัมป์จะแสดงความชัดเจนในด้านอัตราภาษีหรือมาตรการเฉพาะของแต่ละประเทศเพิ่มเติมต่อไป

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ในมืออีก เช่น Section 301 ว่าด้วยการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม (ซึ่งเคยใช้ทำสงครามการค้ากับจีน) รวมไปถึง Section 338 (ตามกฎหมาย Tariff Act 1930) ซึ่งเป็นบทบัญญัติเก่าแก่ที่แทบไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสูงสุด 50% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่มีพฤติกรรม “เลือกปฏิบัติ” ต่อการค้าของสหรัฐฯ และยังมี Section 232 ที่ทรัมป์เคยใช้อย่างแพร่หลายในสมัยแรก เพื่อตั้งกำแพงภาษีโดยอ้างเหตุผลด้าน "ความมั่นคงแห่งชาติ"

 

จะเห็นได้ว่าทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายด้านการค้าอื่นๆ อยู่ในมืออีกมาก แม้การงัดกฎหมายเหล่านี้มาใช้แบบหว่านแหอาจสร้างประเด็นทางการเมืองและถูกฟ้องร้องอีก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าจะสามารถหยุดความบ้าคลั่งของทรัมป์ที่จะทำตามนโยบายของตนให้จงได้

 

สำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล ข่าวนี้ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การยกเลิกข้อจำกัดทางการค้าเดิม (IEEPA) และเปลี่ยนมาใช้อัตราภาษีที่ลดลง (10% จาก Section 122) อาจช่วยกระตุ้นความต้องการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เข้าสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ ซึ่งอาจดันให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราว

 

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับภาวะ “สต๊อกบวม” หรือมีสินค้าคงคลังเหลือล้นทะลัก จากการเร่งนำเข้าอย่างหนัก (Front-loading) ในปีที่ผ่านมาก่อนเส้นตายภาษี ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ที่ยังเผชิญกับเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศชะลอตัว ด้วยเหตุนี้ จึงคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นของค่าระวางเรือจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้น ไม่รุนแรง และไม่ยืดเยื้อเหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับผู้ส่งออกไทยที่คาดว่าน่าจะได้รับอัตราภาษี 10% (อัพเดท 22 กุมภาพันธ์ 2026 - ประกาศเพิ่มเติมภายหลังเป็น 15%) นี่คือช่วงเวลานาทีทองที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้ประกอบการควรใช้จังหวะที่กำแพงภาษีลดลงเหลือ 10% นี้ในการเจรจาเร่งระบายสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ (Front-loading) ก่อนที่กรอบเวลา 150 วันจะสิ้นสุดลง

 

นอกจากนี้ ควรเร่งหารือกับคู่ค้า (Importers) ในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการแบ่งเบาภาระภาษี รวมถึงเกาะติดความคืบหน้าเรื่อง "การขอคืนเงินภาษี" (Tax Refund) ทั้งการชดเชยเงินในกรณีที่ผู้ส่งออกเป็นผู้รับภาระทางภาษี หรือการที่คู่ค้าจะได้เงินคืนเพื่อนำมาหมุนเวียนสั่งซื้อสินค้าลอตใหม่ได้เมื่อใด

 

ในระยะยาว ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างรัดกุม บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และเร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังตกอยู่ในสมรภูมินโยบายการเมืองที่คาดเดาไม่ได้

 

 

อ่าน PROCLAMATION ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คลิกที่นี่

 

 

 

 

สรุปแบบ Q&A

 

ผลตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯเป็นอย่างไร ? 

= แม้จะยืดเยื้อมานาน แต่ในที่สุดก็ตัดสินให้ภาษีของทรัมป์ (International Emergency Economic Powers Act - IEEPA) ผิดกฏหมาย

 

จะมีการคืนเงินภาษีที่เก็บไปก่อนหน้าไหม ?

= ศาลการค้าระหว่างประเทศจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ทรัมป์จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด

 

ในกรณีผู้ส่งออกเป็นผู้รับภาระภาษี จะได้รับเงินภาษีคืนด้วยไหม ? 

= ยังไม่แน่ชัด ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแม้แทบไม่มีความหวังเลยในปัจจุบัน

 

การเก็บภาษีสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป ? 

= ทรัมป์ประกาศจะใช้ Section 232 ในทันทีที่ผลตัดสินของศาลออกมา ที่สามารถบังคับใช้ภาษีแบบ "เหมาโลก" ในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน

 

ภาษีสำหรับประเทศไทยและอาเซียนเป็นเท่าไหร่ ? 

= ตามกฎหมายเป็นไปได้สูงที่จะเป็น 10% เท่ากันทุกประเทศ (อัพเดท 22 กุมภาพันธ์ 2026 - ประกาศเพิ่มเติมภายหลังเป็น 15%) แต่ก็ยังไม่แน่ชัดสำหรับบางประเทศ คาดว่าจะมีการแถลงโดยทรัมป์ภายในสัปดาห์หน้า

 

ค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลจะเป็นอย่างไร ? 

= คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่สูง ไม่รุนแรง และไม่ยืดเยื้อเหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

 

ผู้ส่งออกไทยควรทำอย่างไรหลังจากนี้ ? 

= เจรจาเร่งระบายสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ก่อนที่กรอบเวลา 150 วันจะสิ้นสุดลง พร้อมกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพใหม่ๆ

Logo

Address: Bangkok, Thailand

Email: [email protected]

Phone: +662 679 7555

Fax: +662 679 7500-1

Our Partners

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานความร่วมมือ ผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และขับเคลื่อนภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Government Agencies

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โลจิสติกส์ และการค้าระหว่างประเทศ และผลักดันภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม

Our Channels