ส่องเครื่องมือ FTA ไทย มีอะไรบ้าง อัปเดตล่าสุด 2026 พร้อมเทียบเพื่อนบ้านหมัดต่อหมัด
ส่องเครื่องมือ FTA ไทย มีอะไรบ้าง อัปเดตล่าสุด 2026 พร้อมเทียบเพื่อนบ้านหมัดต่อหมัด

เขียนโดย
Phakthorn,Salinthipส่องเครื่องมือ FTA ไทย มีอะไรบ้าง อัปเดตล่าสุด 2026 พร้อมเทียบเพื่อนบ้านหมัดต่อหมัด
เคยสงสัยไหมว่าทำไมในตลาดต่างประเทศ คู่แข่งสินค้าไทยจากบางประเทศถึงสามารถขายสินค้าในราคาดีกว่า ทั้งที่สินค้านั้นๆอาจมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกันทั้งในต้นทุนการผลิตโดยรวม แรงงาน พลังงาน วัตถุดิบ หรือแม้แต่ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าสำเร็จ (Finish Goods)
ในบางครั้งไพ่ตายสำคัญอาจอยู่ที่ “กุญแจ(ไม่)ลับ” อย่าง FTA
ถ้าภาครัฐใส่ใจหรือเล็งเห็นถึงความสำคัญก็ย่อมผลักดันและเจรจา FTA กับประเทศต่างๆ หรือกลุ่มประเทศต่างๆให้สำเร็จลุล่วง เพื่อส่งเสริมให้ประเทศเรากับคู่เจรจานั้นๆให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น สะดวกมากขึ้น
โดยการเจรจามักจะครอบคลุมทั้งการบริการ การลงทุน ความร่วมมือ และ “การลดอุปสรรคและข้อจำกัดทางการค้า” ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออก
ย้อนทำความเข้าใจกันสักนิด สำหรับใครที่ไม่รู้จักคุ้นชินกับ FTA
FTA (Free Trade Agreement) หรือ ความตกลงการค้าเสรี เป็นสนธิสัญญาที่ประเทศตั้งแต่สองประเทศขึ้นไปทำร่วมกัน เพื่อลดอุปสรรคและข้อจำกัดทางการค้า ทั้งการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร (Tariff) และข้อจำกัดการค้าที่มิใช้ภาษี (Non-tariff Barriers)
จะเห็นได้ว่า FTA จะมีผลสำคัญอย่างมีนัยสำคัญแต่ธุรกิจของคุณ งั้นมาดูสรุปความคืบหน้า FTA ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมากัน
อัปเดต FTA ล่าสุด ทั้งหมดของประเทศไทย

ความตกลง FTA (Free Trade Agreement) | |
| FTA ที่มีผลใช้บังคับแล้ว (14 ฉบับ) | อาเซียน (AFTA), อาเซียน-จีน (ACFTA), อาเซียน-อินเดีย (AIFTA), อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP), อาเซียน-เกาหลี (AKFTA), อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA), อาเซียน-ฮ่องกง (AHKFTA), ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA), ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP), ไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA), ไทย-อินเดีย (TIFTA), ไทย-เปรู (TPFTA), ไทย-ชิลี (TCFTA), หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)
|
| FTA ที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ | ไทย-ศรีลังกา (โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2568) ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งจะรวมไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ (โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2569) |
FTA ที่อยู่ระหว่าง การเจรจา | ไทย-EU, ไทย – สาธารณรัฐเกาหลีใต้ (CEPA), อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA), ไทย – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ไทย-ปากีสถาน , ไทย-ตุรกี |

ประเด็นความคืบหน้าความตกลง FTA
ความตกลง Thailand – สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA)
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:
• ไทย-EFTA สรุปผลการเจรจาร่วมกันได้ในการประชุมระดับหัวหน้าผู้แทนเจรจา เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2567
กลุ่มการเจรจาแล้วเสร็จ ได้แก่ การค้าสินค้า อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) การค้าบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การแข่งขัน การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ความร่วมมือทางเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ กฎหมายและการระงับข้อพิพาท
• คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 เห็นชอบความตกลงฯและอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(นายพิชัย นริพทะพันธุ์)ลงนามความตกลง FTA ไทย – EFTA ซึ่งไทยและ EFTAได้มีการลงนาม FTA ร่วมกันเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 ในช่วงการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส
• เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 120 วัน (5 มี.ค.-2 ก.ค. 2568) และจัดสัมมนารับฟังความเห็นจํานวน 5 ครั้ง ณ จังหวัดชลบุรี สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม 2568
• อยู่ระหว่างการเสนอความตกลง FTA Thai - EFTA ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนําเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบให้ไทยเข้าเป็นภาคีความตกลงฯ พร้อมทั้งรับทราบผลการรับฟังความเห็นสาธารณะต่อการจัดทําความตกลงดังกล่าว และ/หรือมีข้อสั่งการให้หน่วยงานรัฐต่างๆ ดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
• ตั้งเป้าหมายการมีผลบังคับใช้ของ FTA ไทย-EFTA ภายในครึ่งปีแรกของปี 2569 หากเป็นไปได้Thailand – EU
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:
• การประชุมเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป จัดขึ้นแล้ว 4 รอบ
- รอบที่ 1 เมื่อวันที่ 18-22 ก.ย. 2566 ณ กรุงบรัสเซลส์
- รอบที่ 2 เมื่อวันที่ 22-26 ม.ค. 2567 ณ กรุงเทพฯ
- รอบที่ 3 เมื่อวันที่ 17-21 มิ.ย. 2567 ณ กรุงบรัสเซลส์
- รอบที่ 4 เมื่อวันที่ 25-29 พ.ย. 2567 ณ กรุงเทพฯ
- รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 31 มี.ค.- 4 เม.ย. 2568 ณ กรุงบรัสเซลส์
- รอบที่ 6 เมื่อวันที่ 23-27 มิ.ย.2568 ณ กรุงเทพฯ
- รอบที่ 7 เมื่อวันที่ 29 ก.ย. -3 ต.ค. 2568 ณ กรุงบรัสเซลส์
• ภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าและพัฒนาการที่ดีตามลําดับ โดยมีการตกลงถ้อยคําในบทต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเจรจาสรุปได้แล้ว 8 บท ได้แก่
1. กลุ่มการเจรจาแล้วเสร็จ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายทุน และบริการทางการเงิน
2. กลุ่มที่มีความคืบหน้าค่อนข้างมาก ได้แก่ การค้าสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ รัฐวิสาหกิจขนาดย่อม การแข่งขันและการอุดหนุน กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า (TBT)
3. กลุ่มที่อยู่ระหว่างการหารือ ได้แก่ การลดหย่อนภาษี บริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
4. การค้าสินค้า มีการหารือที่สร้างสรรค์ในประเด็นอากรขาออก, การผูกขาดการนำเข้าและส่งออก, และสินค้าที่ผลิตซ้ำ (remanufactured goods)
5. กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า บรรลุข้อตกลงกฎเฉพาะรายสินค้า (PSR) เพิ่มเติมอีก 19 พิกัดศุลกากร (HS Chapters) รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาง, หนัง, ไม้, กระดาษ และโลหะบางรายการ
6. มาตรการเยียวยาทางการค้า ประเด็นที่ยังค้างอยู่คือ ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และมาตรการปกป้องสินค้าเกษตร ซึ่งจะเชื่อมโยงกับข้อเสนอด้านการเปิดตลาด
7. มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ยังต้องหารือเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ เช่น การแบ่งเขตปลอดโรค, ขั้นตอนการอนุมัติ, การตรวจประเมิน และกรอบเวลาบางประการ
8. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ยังต้องหารือเพิ่มเติม เนื่องจากยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ลงตัว ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาแนวทางประเทศอื่นที่ลงนามความตกลงกับ EU ไปแล้วและติดปัญหาในลักษณะเดียวกัน อาทิ ใช้แนวทาง Craft out เพื่อการเจรจามีความคืบหน้าและสามารถเดินหน้าต่อไปได้
9. พลังงานและวัตถุดิบ ยังต้องหารือเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ เช่น การบังคับใช้ในเชิงพื้นที่, การกำหนดราคา, การเข้าถึงของบุคคลที่สาม
• ความคืบหน้าในการเจรจาเปิดตลาด สําหรับ 3 กลุ่ม ได้แก่ การค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
• ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างประสานกําหนดวันเจรจารอบต่อไป (รอบที่ 8) โดยคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ณ กรุงเทพฯ
• ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และตกลงที่จะจัดประชุมเจรจาปีละ 3 รอบ รวมถึงมีการกําหนดแผนการดําเนินงานระหว่างรอบเพื่อให้การเจรจาแต่ละรอบมีความคืบหน้ามากที่สุด เบื้องต้นคาดว่า การเจรจาจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสําคัญภายในไตรมาสแรกของปี 2569 และจะสามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569ไทย – สาธารณรัฐเกาหลีใต้ (CEPA)
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:• การประชุมเจรจาจัดทํา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 22-26 ก.ย. 2568 ณ กรุงโซล เกาหลีใต้มีความเข้มข้นอย่างมาก เนื่องจากทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะสรุปผลให้ได้โดยเร็วตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยขณะนี้ สามารถเจรจาหาข้อสรุป ได้แล้ว 20 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยทั้งสองฝ่ายคาดหวังที่จะสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปลายปี 2568
1. กลุ่มการเจรจาแล้วเสร็จ ได้แก่ บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า บทการเคลื่อนย้ายชั่วคราวของนักธุรกิจ และบทการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
2. กลุ่มระหว่างการเจรจาข้อบท เช่น การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การลงทุน และการค้าดิจิทัล
3. บทความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จะประกอบด้วยการส่งเสริมความร่วมมือใน 10 สาขาสำคัญ เช่น ห่วงโซ่อุปทาน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสีเขียว ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ และนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
4. บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า จะช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายและเพิ่มความโปร่งใสในการรับรองมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างกัน
5. บทการเคลื่อนย้ายชั่วคราวของนักธุรกิจ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าเมือง การอนุญาตพำนักและการอยู่ต่อสำหรับนักธุรกิจ ในระดับผู้บริหาร ผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนและรองรับการลงทุนระหว่างไทยและเกาหลีใต้
• การดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการเจรจาจัดทํา EPA ไทย-เกาหลีใต้ ดังนี้
- การศึกษาประโยชน์และผลกระทบต่อไทย
- การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อร่างกรอบการเจรจา EPAไทย-เกาหลีใต้
- การหารือกับฝ่ายเกาหลีใต้เพื่อร่วมกันจัดทําร่างเอกสารขอบเขต (TOR) สําหรับการเจรจาจัดทําEPAไทย-เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2567
- การเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการเข้าร่วมเจรจาจัดทํา EPA ไทย-เกาหลีใต้พร้อมทั้งให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจา EPA ไทย-เกาหลีใต้และร่างเอกสารขอบเขต (TOR) สําหรับการเจรจาจัดทํา EPA ไทย-เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2567
- การร่วมลงนามเอกสาร TOR ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ได้สําหรับการเจรจาจัดทําความตกลงดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการประกาศเริ่มต้นการเจรจา EPA ไทย –เกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2567
- ที่ผ่านมา มีการประชุมเจรจาจัดทํา EPA ไทย –เกาหลีใต้มาแล้ว 7 ครั้ง และมีการประชุมระหว่างรอบ (Intersessional)อีก 1 ครั้ง ในการประชุมฯ ระหว่างรอบ (Intersession) เมื่อวันที่ 22-25 ก.ค. 2568 ณ กรุงเทพฯ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเปลี่ยนชื่อความตกลงฯ จาก “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement: EPA)” เป็น “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA)” เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการขยายความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและครอบคลุมโดยไม่จํากัดเฉพาะประเด็นการค้าและการลงทุน
- อาเซียน-แคนาดา (ACAFTA)
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:
• อาเซียนและแคนาดาได้จัดตั้งคณะกรรมการเจรจาจัดทําความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - แคนาดา (ACAFTA Trade Negotiating Committee : TNC) เพื่อดูแลภาพรวมการเจรจาและจัดตั้งคณะทํางานเจรจาจํานวน 19 กลุ่ม เพื่อเป็นผู้เจรจาข้อบทในรายละเอียด
• อาเซียนและแคนาดา ได้จัดประชุม ACAFTA TNC ไปแล้ว 15รอบ โดยรอบแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 และรอบที่ 15(ล่าสุด) เมื่อวันที่ 3-5ก.ย. 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งมีการจัดประชุมคณะกรรมการเจรจาฯ และคณะทํางานรายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2568-2569
• ทั้งนี้ อาเซียนและแคนาดาเห็นชอบร่วมกันให้ขยายระยะเวลาการสรุปผลการเจรจาจากเดิมในปี 2568 เป็นปี 2569
ความคืบหน้าการเจรจา 19 กลุ่มย่อย ดังนี้
1. กลุ่มการเจรจาแล้วเสร็จ เช่น การเคลื่อนย้ายชั่วคราวของบุคคลธรรมดา การกำกับการบริหารจัดการ FTA วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การแข่งขัน พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎหมาย รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเปิดตลาดการค้าสินค้าระหว่างกัน
2. กลุ่มระหว่างการเจรจาสรุปข้อบท ได้แก่ การเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน
3. ประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ โดยทาง ASEAN ต้องการเพียงความร่วมมือเท่านั้น ในขณะที่แคนาดาต้องการเจรจาในเรื่องของการเปิดตลาด
4. ประเด็นการเยียวยาทางการค้า ทาง ASEAN มีความประสงค์ยึดกรอบของข้อตกลง RCEP ในลักษณะ WTO PLUS ในขณะที่แคนาดาประสงค์ยึดกรอบ WTO เป็นหลัก
5. ประเด็นแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎ ว่าด้วยเรื่องการค้าใหม่ ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน GRP และผลักดันในเรื่อง anti - corruption และ ความรับผิดชอบของธุรกิจที่มีต่อสังคม
ล่าสุด ไทยได้หารือแนวทางร่วมมือกับแคนาดาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสาขาความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกันและแคนาดามีความเชี่ยวชาญ เช่น เทคโนโลยีด้านเกษตรและอาหาร พลังงานสะอาด การศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ เภสัชกรรม ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง AI และควอนตัม นอกจากนี้ ประเทศ Canada มีเจตนาที่อยากทำความตกลง Bilateral กับประเทศไทยเพิ่มเติมจากที่ทำกับ ASEAN - Canada ด้วยเช่นกัน
ไทย-ปากีสถาน
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ได้พบกับ Dr. Mohammad Adnan รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ปากีสถาน เพื่อหารือความคืบหน้า FTA ระหว่างไทย-ปากีสถาน
โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
• เห็นถึงศักยภาพที่จะขยายการค้าระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าจาก 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐปัจจุบัน เป็น 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้
• ตกลงที่จะกลับมาเจรจาการเปิดการค้าเสรีอีกครั้งในโอกาสแรกหลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปหลายปี
• ไม่ขัดข้องกับรูปแบบการเจรจาลักษณะ Preferential Trade Agreement (PTA) หรือ Early Harvest Program ที่ปากีสถานเสนอ เพราะจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญโดยเริ่มจากสิ่งที่สามารถเจรจาตกลงกันได้ก่อน และค่อยขยายความตกลงให้กว้างขึ้นเป็น FTA ลำดับต่อไป
• ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ภาคเอกชนและหอการค้าและอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของปากีสถาน สนับสนุนเรื่องการเปิดการค้าเสรีของไทย-ปากีสถาน
สรุป ทั้งสองฝ่ายย้ำเรื่องการกลับมาเจรจาการเปิดการค้าเสรีอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ
ไทย-ตุรกี
สถานะล่าสุด/แผนการดําเนินการต่อไป:
• ตุรกีขอชะลอการเจรจา FTA กับไทยจนกว่าการเจรจา FTA ไทย – EU จะแล้วเสร็จ โดยแจ้งว่าตุรกีเป็นสหภาพศุลกากร (Customs Union: CU) กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำหนดให้ตุรกีสรุปผลการเจรจา FTA กับประเทศคู่เจรจาของ EU ภายหลังที่การเจรจา FTA ของ EU แล้วเสร็จ
- สรุปความคืบหน้าในภาพรวม
• ตั้งเป้าเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 คือ Thai – EU ASEAN – Canada และ Thai – South Korea และเร่งรัดให้ FTA ไทย - EFTA ให้มีผลใช้บังคับครึ่งปีแรก ปี 2569 (ข้อตกลงที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในเอกสารหลักของ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และราชอาณาจักรไทย (EFTA-Thailand Free Trade Agreement) หมายถึง ทุกข้อบท (Chapters) ที่บรรจุอยู่ในเอกสาร ซึ่งคู่ภาคี (EFTA States และ ราชอาณาจักรไทย) ได้ "ตกลงร่วมกัน" (HAVE AGREED) ที่จะจัดทำความตกลงการค้าเสรี)
• FTA ที่ค้างการเจรจาที่ต้องเร่งเจรจาให้จบ อาทิ- 1) Thai – Turkey อยู่ระหว่างเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่
- 2) Thai – Pakistan
- 3) Thai – United Arab Emirate (CEPA)
• FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ อาทิ- 1) อิสราเอล
- 2) กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) (ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และเปรู)
- 3) กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) (ซาอุดิอาระเบีย คูเวต โอมาน ยูเออี กาตาร์ และบาห์เรน)
- 4) สหภาพศุลกากรแห่งแอฟริกาตอนใต้ (SACU) (แอฟริกาใต้ บอตสวานา เลโซโท สวาซิแลนด์ และนามิเบีย)
- 5) ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) (อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย)
• FTA อยู่ระหว่างการอัปเกรด ให้เข้มข้นอีก อาทิ- 1) ASEAN – India ตั้งเป้าสรุปผลให้ได้ในปี 2568
- 2) ASEAN-เกาหลีใต้ กำลังเริ่มเจรจา
- 3) ASEAN-China (ACFTA 3.0) อยู่ระหว่างเจรจา
- 4) Upgraded ATIGA มีการเจรจาเพื่อปรับปรุงเสร็จสิ้นแล้ว และได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีสารฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 26 และ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา
- 5) ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เป็นความตกลงใหม่ที่ สรุปผลเจรจาเรียบร้อยในปี 2568
เปรียบเทียบ FTA ไทยกับประเทศในอาเซียน
ไทยมี FTA 16 ฉบับ - 23 ประเทศ
สิงคโปรมี FTA 28 ฉบับ - 65 ประเทศ
เวียดนามมี FTA 16 ฉบับ - 54 ประเทศ
มาเลเซียมี FTA 16 ฉบับ - 21 ประเทศ
อินโดนีเซียมี FTA 13 ฉบับ - 22 ประเทศ
ฟิลิปปินส์มี FTA 9 ฉบับ - 20 ประเทศ
สิงคโปร์ (28 ฉบับ - 65 ประเทศ)
มีเครือข่าย FTA ที่กว้างขวางและครอบคลุมที่สุดในอาเซียน ด้วยความที่เป็นเมืองท่าปลอดภาษี (Free Port) แถมด้วยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน จุดแข็งจึงไม่ใช่การผลิตสินค้าส่งออกเอง แต่คือการเป็น ท่าเรือถ่ายลำสินค้า (Transshipment) เสมือนเป็นพ่อค้าคนกลาง และยังมีการส่งออกบริการระดับสูง โดยเฉพาะบริการทางการเงิน
เทียบหมัดกับไทย
ชัดเจนว่าคนละชั้น เหนือกว่ามากทั้งจำนวนและคุณภาพ สิงคโปร์มี FTA เชื่อมโยงกับตลาดใหญ่ไกลๆ ได้มากกว่า อีกทั้งยังมีบริบทต่างกันตรงที่ไทยเน้นฐานผลิตเกษตร/อุตสาหกรรม ส่วนสิงคโปร์เน้นบริการและการค้า
เวียดนาม (16 ฉบับ - 54 ประเทศ)
แม้มี FTA จำนวนฉบับดูใกล้เคียงไทย แต่เวียดนามมีของดีในมือ คือ FTA กับสหภาพยุโรป (EVFTA) แถมยังเป็นสมาชิก CPTPP ทำให้ดึงดูดฐานการผลิตจากต่างชาติได้มหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Samsung รวมไปถึงสิ่งทอและรองเท้า เพราะส่งไปยุโรปและอเมริกาได้ถูกกว่าไทย
เทียบหมัดกับไทย
จำนวนฉบับสูสี แต่อาจดีกว่าในเชิงยุทธศาสตร์ เวียดนามเจาะตลาดกำลังซื้อสูง (High Purchasing Power) ได้ลึกกว่าไทย ทำให้ไทยเสียเปรียบเรื่องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน FDI ในช่วงหลัง
มาเลเซีย (16 ฉบับ - 21 ประเทศ)
จำนวน FTA ใกล้เคียงกัน แต่เจาะกลุ่มเฉพาะมากกว่า โดยมาเลเซียมีแต้มต่อสำคัญคือการเป็นสมาชิก CPTPP (เหมือนเวียดนาม) ทำให้ได้เปรียบในการส่งออกไปยังแคนาดาและเม็กซิโก สินค้าหลักคือ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ น้ำมันปาล์ม ยางพารา และสินค้าฮาลาล ซึ่ง FTA ช่วยลดกำแพงภาษีในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไฮเทคได้ดี
เทียบหมัดกับไทย
เหมือนจะน้อยกว่า แต่จริงๆอาจดูดีกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะในแง่การเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ผ่าน CPTPP ทว่าในแง่ฐานการผลิตรถยนต์และเกษตรแปรรูปไทยยังคงมีความแข็งแกร่งไม่แพ้กัน
อินโดนีเซีย (13 ฉบับ - 22 ประเทศ)
เป็นอีกประเทศที่จำนวน FTA ใกล้เคียงกับไทย ทว่าอินโดนีเซียเริ่มเร่งเครื่องทำ FTA มากขึ้นเพื่อหาตลาดรองรับสินค้าทรัพยากรธรรมชาติและการแปรรูปขั้นต้น โดยเฉพาะนิกเกิลซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก (ใช้ทำแบตเตอรี่ EV), ถ่านหินและน้ำมันปาล์ม และมีความชัดเจนในนโยบายเน้นดึงนักลงทุนเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เทียบหมัดกับไทย
ภาพรวม FTA ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่กำลังไล่จี้ ไทยยังมีเครือข่ายการค้าที่กว้างกว่าและอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ซับซ้อนกว่า ทว่าหากมัวแต่ประมาทก็อาจโดนแซงเอาได้ โดยเฉพาะในเมื่ออินโดนีเซียกำลังใช้ FTA ดึงดูดอุตสาหกรรม EV
ฟิลิปปินส์ (9 ฉบับ - 20 ประเทศ)
ถือได้ว่ามีจำนวน FTA ค่อนข้างน้อย โดยหลักพึ่งพาข้อตกลงส่วนกลางของอาเซียนอย่าง AFTA และ RCEP สินค้าส่งออกหลักคือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตร (เช่น มะพร้าวและกล้วย เป็นต้น)
เทียบหมัดกับไทย
ไทยโดดเด่นกว่าอย่างชัดเจน มีจำนวน FTA มากกว่าและครอบคลุมตลาดคู่ค้าได้หลากหลายกว่า ทำให้สินค้าไทยมีความได้เปรียบด้านราคาในตลาดโลกมากกว่าสินค้าจากฟิลิปปินส์
จะเห็นได้ว่า FTA มีผลสำคัญอย่างยิ่งในเวทีการแข่งขันในตลาดโลก ประเทศที่เล็งเห็นและเข้าใจถึงความสำคัญย่อมผลักดันให้เกิด FTA ให้มากที่สุด และจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนั้นๆ
และสำหรับผู้ประกอบการ ความจริงแล้ว FTA ไม่ใช่เรื่องยากเกินตัว หากศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนมันเห็นว่ามันคือ 'แต้มต่อ' ในสนามธุรกิจยุคนี้ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจโลกส่อแววชะลอตัว ในขณะเดียวกันสงครามทางการค้ากลับส่อแววทวีคูณ
ดังนั้นผู้ส่งออกที่รู้ก่อน ศึกษาเงื่อนไขเป็น และสามารถใช้ผลประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้มากกว่าก็ย่อมได้เปรียบมากกว่า รวมไปถึงการติดตามการทำงานภาครัฐในการผลักดัน FTA ทั้งที่อยู่ในระหว่างการเจรจาหรือกำลังจะสร้างใหม่ หากรู้ความเป็นไปก่อนใคร ก็ยิ่งมีเวลาพร้อมเตรียมตัวมากขึ้นเท่านั้น
