ค่าธรรมเนียมเรือจีน โค้งสุดท้ายก่อนเส้นตาย 14 ตุลานี้
ค่าธรรมเนียมเรือจีน โค้งสุดท้ายก่อนเส้นตาย 14 ตุลานี้
ค่าธรรมเนียมเรือจีน โค้งสุดท้ายก่อนเส้นตาย 14 ตุลานี้

เขียนโดย
Kittisak Jinjoค่าธรรมเนียมเรือจีน โค้งสุดท้ายก่อนเส้นตาย 14 ตุลานี้
หลังจากสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าต้องการดึงอุตสาหกรรมต่อเรือสินค้ากลับประเทศ ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของการขนส่งสินค้าทางทะเล และถูกตั้งเป้าว่ามีความสำคัญต่อทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แถมอุตสาหกรรมต่อเรือสินค้าในจีนที่เติบโตต่อเนื่องหลายสิบปีจนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก ครองส่วนแบ่งทางตลาดราวกว่าร้อยละ 60-70 สวนทางกับของสหรัฐที่ตกต่ำมาตลอดราว 50 ปี มีส่วนแบ่งทางตลาดไม่ถึงร้อยละ 1

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงเป็นเหตุให้กล่าวอ้างออกมาตรการสุดโต่งที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม (Fees) จากเรือที่ต่อจากจีน และสายเรือสัญชาติจีน ที่จะเทียบท่าเรือของสหรัฐ ผ่าน Section 301 ของ USTR
โดยตัวมาตรการถูกประกาศมาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และจะนำเม็ดเงินไปหนุนอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางทะเลของสหรัฐผ่านโครงการต่างๆของรัฐบาลกลาง ที่เอาเข้าจริงก็เริ่มดำเนินการไปแล้วหลายโปรเจกต์
ย้อนไปดูอัตราการเรียกเก็บของทั้งสองกรณี
เริ่มที่เรือที่ต่อในประเทศจีน :
17 เมษายน 2025 ยังไม่เรียกเก็บใดๆ
14 ตุลาคม 2025 = 18$ ต่อ net ton
17 เมษายน 2026 = 23$ต่อ net ton
17 เมษายน 2027 = 28$ ต่อ net ton
17 เมษายน 2028 = 33$ ต่อ net ton
และเรือที่ต่อในประเทศจีน + สายเรือสัญชาติจีน :
17 เมษายน 2025 ยังไม่เรียกเก็บใดๆ
14 ตุลาคม 2025 = 18$ ต่อ net ton
17 เมษายน 2026 = 50$ต่อ net ton
17 เมษายน 2027 = 80$ ต่อ net ton
17 เมษายน 2028 = 140$ ต่อ net ton

จะสังเกตุได้ว่าตัวมาตรการจะค่อยๆเรียกเก็บมากขึ้นตามระยะเวลา และ14ตุลานี้ทั้งสองกรณีจะเก็บอยู่ที่อัตราเท่ากัน ก่อนที่เก็บอัตราที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆในปีถัดๆไป ที่สำคัญยังชี้ให้เห็นว่า "เป้าหมายหลัก" กลับถูกเบนเข็มทิศชี้ตรงไปยังสายเรือหรือผู้ให้บริการสัญชาติจีน มากกว่าอุตสาหกรรมการต่อเรือที่เป็นข้อกล่าวอ้างในการออกมาตรการมาตั้งแต่ทีแรก
นับตั้งแต่เดือนเมษายน ถือว่ามีความเคลื่อนไหวที่น้อยมากทั้งจากสหรัฐฯและจากกลุ่มผู้ให้บริการหรือสายเรือ สาเหตุหลักจากความไม่แน่ของมาตรการของทรัมป์ที่มักจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าหลังจาก US.CBP (U.S. Customs and Border Protection) หรือก็คือศุลกากรของสหรัฐฯ ได้ออกข้อกำหนดในเชิงเทคนิคและพิธีปฎิบัติ โดยเฉพาะด้านไอทีและการเรียกเก็บเงิน
เป็นก้าวสำคัญที่ดันเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้กลุ่มสายเรือต้องมีการ "เร่ง" ปรับตัวในช่วงนี้ ทั้งการสลับกองเรือ การเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือ การเปลี่ยนธงเรือ หรือกลยุทธใดๆก็ตามที่จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ซึ่งผลกระทบสำหรับ Shippers จะมีสองอย่างหลักๆ
อย่างแรกคือค่าใช้จ่าย ที่ในช่วงแรกมีการคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายที่ตกกับ Shippers น่าจะออกมาในรูปแบบ Surcharge หรืออาจรวมอยู่ในค่าระวาง
แต่ก็มีสายเรือก็ที่ชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีการเรียกเก็บต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับ Shippers เช่น Maersk MSC เป็นต้น ด้วยมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า และไม่ใช่ "เป้าหมายหลัก" ในสายตาของสหรัฐ
อย่างที่สองคือผลกระทบจากตารางเดินเรือ (Schedule) และเส้นทางให้บริการ (Service Routes) อันมาจากการสลับกองเรือและเส้นทางของสายเรือ ซึ่งอาจส่งผลต่อเวลาส่งมอบสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับบางสายเรือก็อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีก 1-2 เดือน
เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ส่งออกแล้วก็ควรตรวจสอบและติดตามผู้ให้บริการหรือสายเรืออย่างใกล้ชิด หากว่ามีการต้องเปลี่ยนแปลงการให้บริการใดๆ และอย่าลืมว่าตุลานี้จะเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ถัดไปอีก 3 ปี ค่าใช้จ่ายที่ CBP เรียกเก็บก็จะเพิ่มขึ้นทุกๆเดือนเมษายน
แน่นอนว่าพอมาตรการมันสร้างความเดือดร้อนขนาดนี้ จีนเองก็อยู่นิ่งไม่ติด จนต้องออกหมัดสวนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยจีนมีการประกาศกร้าวถึงมาตรการเด็ดขาด ว่าหากรัฐใดก็ตามที่ ใช้/ช่วยเหลือ/สนับสนุน ในข้อห้าม ข้อจำกัด ที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ หรือมาตรการอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน อันส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการหรือสายเรือสัญชาติจีนอาจต้องเจอกับมาตรการต่อไปนี้
- ขึ้นค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับเรือที่ถือธงรัฐนั้นๆ ในการเทียบท่าเรือจีน
- การห้ามเข้าและการกักเรือ สำหรับเรือที่ถือธงรัฐนั้นๆ ไม่ให้เข้าหรือออกจากท่าเรือจีน
- การห้ามและการจำกัด องค์กรและบุคคลของรัฐนั้นๆ จากการได้รับข้อมูลและการมีส่วนร่วมในการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ
แถมยังไม่มีความชัดเจนว่าจีนจะพิจารณาอย่างไรว่าเรือหรือรัฐนั้นๆเข้าข่ายการกระทำที่ระบุไว้ ความคลุมเครือเช่นนี้อาจหมายความว่าจีนจะสามารถ "ชี้เป้าได้อย่างตามใจ" เรือลำไหนก็ได้ ธงรัฐไหนก็ได้
เรียกได้ว่ากลายเป็นอีกสนามสงครามทางการค้าของทั้งสองยักษ์ใหญ่ไปโดยปริยายไปแล้ว
ซึ่งตอนนี้ยังถือว่าเร็วไปที่จะสรุปผลในอนาคต โดยเฉพาะในเมื่อมาตรการของสหรัฐและจีนต่างขัดกับหลักสากลหลายประการ โดยเฉพาะ Section 301 ที่เป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ ภายใต้ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจกับ USTR (ต้นตอของเรื่องนี้ทั้งหมด- มาตรการนี้ไม่ได้มาจากทรัมป์โดยตรงแต่แรก) ในการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการกีดกันทางการค้า และสามารถกำหนดภาษีตอบโต้ได้
แน่นอนว่ามันขัดแย้งกับหลักการของ WTO ที่เน้นการแก้ไขข้อพิพาทผ่าน “กลไกพหุภาคี” (Multilateral Dispute Settlement) อันต้องผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการและองค์กรอุทธรณ์ และการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรา 301 เพื่อกำหนดภาษีฝ่ายเดียวโดยไม่รอผลการตัดสินจาก WTO ถือเป็นการละเมิดหลักการนี้โดยตรง
แต่ถ้าถามว่าทรัมป์แคร์ไหม
คำตอบเราก็คงเห็นกันอยู่แล้ว
